วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554


Sucker Punch อีหนูดุทะลุโลก

คงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าไปดูหนังสักเรื่องเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียด โดยเฉพาะหนังแอคชั่นมันส์ๆ สาดกระสุนใส่กัน กันเป็นเข่ง ๆ ห้อยโหนโจนทะยานบนเครื่องบิน รถไฟ ผู้ชมคงพอใจที่จะดูหนังเรื่องนั้นจนจบโดยไม่คิดอะไร และไม่ได้สงสัยว่าทำไมจึงดูหนังเรื่องนั้น ก็มันเรื่องธรรมดาในการดูหนังที่ผู้ชมไม่ต้องรับภาระในการหาเหตุผลในหนัง หนังส่วนใหญ่บอกผู้ชมแล้วว่าเหตุผลมันคืออะไร ที่มาที่ไปและจุดจบเป็นอย่างไร
เมื่อ Sucker Punch ดำเนินเรื่องไปได้สักครู่ มีผู้ชมสองคนลุกขึ้นเดินออกจากโรง แล้วไม่กลับมาอีกเลย (ผู้ชมทั้งหมดสิบกว่าคน) เป็นไปได้ไหมว่า พวกเขาไม่สามารถทนดู Sucker Punch ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุผลบางประการที่มาจากหนังเอง
เมื่อดูหนังไปได้สักครู่ ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง นั่นคือ เกิดคำถามขึ้นมาว่า เรากำลังดูอะไร แม้ว่าจะเป็นหนังเหมือนกัน แต่ Sucker Punch ต่างจากหนังที่เคยดูมาอย่างสิ้นเชิง ผู้สร้างหนังจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ได้ผลักภาระให้คนดูหาเหตุผลในหนังเอง ราวกับจะบอกว่า ถ้าอยากดูก็ดู ไม่อยากดูก็เดินออกไป ถ้าดูต่อ คุณต้องหาเหตุผลของหนังเอาเอง เราแค่สร้างมาให้คุณดูเท่านั้น การปรับทัศนคติเกี่ยวกับการดูหนังแบบทันทีทันใดไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งถ้าถามว่า Sucker Punch มันเป็นหนังที่แย่ไม่น่าดูขนาดนั้นเลยหรือ เปล่าเลย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่อง ฉากแอ๊คชั่น ภาพ(ภาพคล้ายหนังเรื่อง 300 ดูแล้วให้อารมณ์หวาดหวั่น และอึดอัด) ล้วนแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น
หากแยกโลกสามโลกที่เดินเคียงคู่ขนานกันไปออกจากกัน แล้วกลายเป็นหนังสามเรื่อง Sucker Punch คงเป็นเหมือนหนังทั่วไป ที่ถูกใจหนังแบบ The Matrix คอเกมส์ออนไลน์ คนและที่ชอบดราม่า แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็เป็นอะไรที่สร้างความงุนงงสงสัยอยู่ไม่น้อย
คุณจะเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่า ที่ดู Sucker Punch อย่างสนุกสนาน ดูอย่างงงงง หรือมานั่งถามตัวเองว่า เมื่อเราดูหนัง เราดูอะไร หรือไม่สามารถนั่งดูต่อไปได้ ต้องลุกออกจากโรงหนังไป ไม่มีใครตอบได้

ต้องไปดูด้วยตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554




เรื่องเล่าบางเรื่องเกี่ยวกับภาษาใต้บางคำที่คนทั่วไปยังเข้าใจผิด

เรื่องมีอยู่ว่า เรามักได้ยินว่า คนใต้นั้นพูดเร็ว ฟังแล้วไม่เข้าใจ นั่นก็เป็นธรรมดาที่คนต่างภาคต่างสำเนียงพูดหรือฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เช่น คนภาคกลางอาจฟังคนอิสานพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือคนอิสานฟังคนใต้พูดจับใจความไม่ค่อยได้ คนใต้ฟังคนเหนือก็อาจลำบากต่อการเข้าใจ

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เล่าว่า มีรถไฟสองขบวน ขับมาสวนทางกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง บังเอิญทั้งสองขบวนมีคนใต้นั่งมาด้วย คนใต้กับคนใต้นั่งรถไฟสวนกัน คนหนึ่ง พูดขึ้นว่า “ไน๊” อีกคนตอบรับว่า “ก๊อก” (บางท่านเล่าว่าอีกคนตอบรับว่า “เทพ” )
ความหมายก็คือ คนใต้คนแรกถามว่า “จะไปไหน” อีกคนที่อยู่บนรถไฟอีกคนตอบว่า “ไปบางกอก” หรือไปกรุงเทพนั่นเอง

จากความเข้าใจของผม เรื่องเล่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากชาวใต้ น่าจะเป็นความเข้าใจของคนภาคอื่นมากกว่า โดยผู้ที่เล่าเรื่องนี้เป็นคนแรก อาจคำนวณจากการที่คนใต้มักจะตัดคำนำหน้าคำศัพท์ที่มีสองพยางค์ออก เหลือแค่พยางค์เดียว เช่น คำว่า สบาย เหลือแค่ บาย กระดูก เหลือแค่ ดูก (ออกเสียงว่า โดก) มะพร้าว เหลือแค่ พร้าว (เกี่ยวกับลาดพร้าวมั้ย ไม่รู้สิ) นกกระจอก เหลือแค่ นกจอก แถลง เหลือแค่ แหลง อร่อย เหลือแค่ หรอย เป็นต้น

แต่ไม่ใช่ทุกคำที่ถูกตัดออก มีหลายคำที่ยังคงรูปและเสียงเดิม เช่น พัฒนา เทวดา ประเทศ สุจริต บูรพา อภิสิทธิ์ ผีกระสือ ผีกองกอย ไปรษณีย์ ฯลฯ (สามพยางค์ก็ยังไม่ถูกตัด) คำว่า “บางกอก” และ “กรุงเทพ” ก็เช่นกัน จากประสบการณ์การอยู่ภาคใต้มาตลอดชีวิต ยังไม่เคยเห็นคนใต้คนไหน เรียกกรุงเทพว่า “เทพ” หรือเรียกบางกอกว่า “กอก” แม้แต่คำว่า มะกอก ยังเรียกว่า ลูกกอก (ออกเสียงว่า โลกกอก) เรื่องที่รถไฟสวนกันแล้วคุยกันว่า “ไน้” “ก๊อก” น่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดของคนภาคอื่นมากกว่า

เมื่อพูดถึงความเร็วในการพูด เมื่อเราไม่เข้าใจที่คนต่างชาติต่างภาษาพูด เรามักคิดว่าเขาพูดเร็ว เช่น เรามักคิดว่าคนพูดภาษาอังกฤษพูดเร็ว เพราะเราฟังไม่ทัน แต่ก็พอจับใจความได้บ้าง แต่เมื่อเราฟังคน ฝรั่งเศส เยอรมัน อีตาลี สเปน อินเดียพูด เราจะคิดว่าเขาพูดเร็วกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก เพราะเราฟังและจับใจความไม่ได้เลยนั่นเอง คนใต้ก็เหมือนคนภาคอื่น ที่บางคนพูดเร็ว บางคนพูดช้า จะได้เปรียบบ้างก็แค่มีการตัดคำบางคำหรือลดพยางค์ของคำบางคำออกไปเท่านั้นเอง

เรื่องรถไฟสวนกัน คนใต้คุยกันรู้เรื่องด้วยคำว่า “ไน้” “ก๊อก” ก็คงเป็นเรื่องที่จะเล่ากันต่อไปอีกนาน คนใต้ฟังแล้วเฉย ๆ ไม่มีใครคิดจะโต้เถียงอะไร เพราะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ยังมีสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำในชีวิตอีกตั้งมากมาย แต่ไม่ว่าจะเป็นคนภาคไหน ทุกคนคือคนไทย ขอให้คนไทยรักกัน แค่รักกันยังไม่พอ ต้องเข้าใจกัน แค่เข้าใจกันยังไม่พอ ต้องรู้จักให้อภัยกันด้วย ประเทศไทยเราจึงจะสงบสุขตราบนานเท่านาน