วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554



คำง่าย ๆ ที่มักใช้กันผิด ๆ

บทความนี้จะกล่าวเน้นไปที่ภาษาเขียน ที่ต้องเขียนแบบจริง ๆ จัง ๆ ไม่กล่าวถึงภาษาที่ตั้งใจใช้ผิดเพื่อเล่นคำ หรือล้อเล่นกัน
มีคำในภาษาไทยหลายคำที่มักใช้กันผิด ๆ อย่างไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว มาดูกันว่ามีคำว่าอะไรบ้าง
คำว่า ครับ ค่ะ คะ นี่ นี้ เนี่ย เนี้ย นั่น นั้น
คำเหล่านี้ดูเหมือนง่าย ซึ่งมันก็ง่ายจริง ๆ สำหรับคนที่ใส่ใจภาษาไทย คนที่โตมาในยุคการเรียนแบบสะกดคำ จดจำวรรณยุกต์ แต่ในยุคหลังจากนั้น เป็นยุค จดจำเป็นคำและประโยค คนรุ่นนี้จึงมักใช้ผิดบ่อย ยกตัวอย่าง
สวัสดีครับ กลายเป็น สวัสดีคับ
สวัสดีค่ะ กลายเป็น สวัสดีคะ
มาแล้วหรือคะ กลายเป็น มาแล้วหรือค่ะ
ระวังนะคะ กลายเป็น ระวังนะค่ะ
สังเกตว่าบางทีไม่ต้องใส่ไม้เอก แต่ก็ใส่เข้าไป คำที่ต้องใส่ไม้เอก กลับไม่ใส่ ก็มี
ที่นี่ที่ไหน กลายเป็น ที่นี้ที่ไหน ต้องใช้ไม้เอก กลับใช้ไม้โท
คน ๆ นี้คือใครๆ กลายเป็น คน ๆ นี่คือใคร ต้องใช้ไม้โท กลับใช้ไม้เอก
อะไรกันเนี่ย กลายเป็น อะไรกันเนี้ย
นั่นใคร กลายเป็น นั้นใคร
คำที่ใช้ผิดเหล่านี้ มีเกลื่อนกลาดในพิภพอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่ใช้เรื่องแปลก และไม่ขอตำหนิ เพราะอาจเป็นความตั้งใจ แต่คำผิดเหล่านี้ เดี๋ยวนี้จะพบบ่อยในโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่ออื่น ๆ ราวกับว่า เด็กในยุคสะกดคำได้ถึงกาลเวลาปลดเกษียณตัวเองไปหมดแล้ว เด็กในยุคจำคำและประโยคขึ้นมารับช่วงแทน วรรณยุกต์ในคำ ถึงได้เพี้ยนไปเรื่อย ๆ
มาถึงยุคหลังที่เด็กส่วนใหญ่เรียนภาษไทยในอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ในอินเตอร์เน็ตจะใช้คำผิดคุยกันเล่น ๆ แต่ถ้าใช้มันจนชิน มันจะซึมเข้าสู่เส้นเลือด และจะมึนงง เมื่อต้องใช้ให้ถูกจริง ๆ คำว่า ขอโทษ จะกลายเป็น ขอโทด คำว่าเดี๋ยว กลายเป็น เด๋ว- เดว คำว่าเป็น จะกลายเป็น เปง (เลียนแบบชาวจีนสมัยก่อน) นิดนึง กลายเป็น นิดนุง เด็กยุคอินเตอร์เน็ต ดูแล้วสนุกสนานเฮฮา เด็กยุคจำคำและประโยคดูแล้ว ก็เออ เฉย ๆ เด็กยุคสะกดคำดูแล้ว โอย เวียนหัว

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

“คนซ้อนมอเตอร์ไซด์ต้องใส่หมวกกันน็อค” กฎเหล็กหรือกฎพลาสติก สำหรับชาวหาดใหญ่



“คนซ้อนมอเตอร์ไซด์ต้องใส่หมวกกันน็อค” กฎเหล็กหรือกฎพลาสติก สำหรับชาวหาดใหญ่

เขาว่า คนขับขี่รถมอเตอร์ไซด์ เปรียบได้กับ เนื้อที่หุ้มเหล็ก ไม่เหมือนคนขับรถยนต์ เปรียบได้กับ เหล็กหุ้มเนื้อ ความปลอดภัยแตกต่างกันอยู่มาก คนขับขี่มอเตอร์ไซด์แบกรับความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย โดยเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น กับร่างกายส่วนอื่นนั้นยังพอทน รักษาซ่อมแซมกันได้ แต่หากเกิดพลาดพลั้งกระแทกกระทั้นเข้าที่บริเวณศรีษะ นับว่าอันตรายเป็นอย่างมาก อาจถึงแก่ชีวิต พิการ ความจำเสื่อม เอ๋อ กันไปก็มี รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายบังคับ (คำว่ากฎหมายไม่ต้องมีคำว่า “บังคับ” ก็ได้ เพราะกฏหมายก็คือการบังคับนั่นแหละ) ให้สวมหมวกกันน็อค ทุกครั้งเมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์ (รถยนต์จะสวมก็ได้นะ ไม่บังคับ บังคับแต่เข็มขัดนิรภัย) กฎหมายนี้ออกมาหลายปีแล้ว จำไม่ได้ว่าเมื่อไร แต่การสวมหมวกกันน็อค ก็คงเป็นความเคยชินของคนไทยไปเสียแล้ว กฎหมายบังคับให้ผู้ขับและผู้ซ้อนท้ายต้องใส่หมวกกันน็อค แต่การเข้มงวดกวดขันการใส่หมวกกันน็อค ดูเหมือนจะจำกัดอยู่แค่ตัวเมืองใหญ่ ๆ ในจังหวัด ตามชานเมืองและชนบท มักไม่ค่อยเห็นคนขับมอเตอร์ไซด์สวมหมวกกันน็อค คงเพราะใส่แล้วอึดอัดรำคาญนั่นเอง หาดใหญ่ก็เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง เรียกว่าเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคใต้ตอนล่างก็ว่าได้ การเข้มงวดกวดขันในเรื่องการสวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่จักรยานยนต์ ก็เข้มงวดอยู่ในระดับหนึ่ง ในขณะที่อำเภอเมืองสงขลา การเข้มงวดกวดขันเรื่องการจราจรมีมากกว่าหลายเท่า ยกตัวอย่างเมื่อท่านอยู่ในหาดใหญ่ ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดไฟแดง ท่านจะจอดตรงส่วนไหนของถนนก็ได้ แต่ถ้าท่านติดไฟแดงที่อำเภอเมืองสงขลา ท่านเหยียบเส้นทางม้าลาย ท่านจะโดนจับทันที (ถ้ามีตำรวจจราจรอยู่ตรงนั้น ซึ่งก็มีอยู่เต็มไปหมด) การตั้งด่านมีมากกว่า ทั้งกลางวันและกลางคืน ตรวจคนต่างพื้นที่เข้มงวดกว่า เข้าประเด็นกันเสียที เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ทราบ ว่าเร็ว ๆ นี้ ทาง สภ.หาดใหญ่ จะมีการเข้มงวดกวดขัน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยจะมีการบังคับให้ผู้ซ้อนท้าย ต้องใส่หมวกกันน็อคด้วย มิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการประกาศในลักษณะนี้ หลายครั้งที่ สภ.หาดใหญ่ พยายามบังคับใช้กฏหมายนี้ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะอะไร เพราะกฎหมายนี้ ไปกระทบกับการประกอบอาชีพ ของคนอาชีพหนึ่ง ซึ่งถ้ากฎหมายนี้บังคับใช้ รายได้ของพวกเขาก็จะลดลงทันที อาชีพนี้ก็คือ “มอเตอร์ไซด์รับจ้าง” เมื่อทาง สภ.หาดใหญ่ เริ่มเอาจริงเอาจังกับการบังคับคนซ้อนท้ายสวมหมวก ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ก็จะรวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องให้ สภ.หาดใหญ่ ไม่ให้บังคับใช้กฎหมายนี้ เพราะมีผลกระทบกับรายได้โดยตรง ท่านอาจสงสัยว่า ทำไม มอเตอร์ไซด์รับจ้างในกทม.ถึงยอมรับกฎหมายนี้ โดยไม่ได้เรียกร้องอะไร ตอบเลยว่าผมก็ไม่ทราบ แต่ก็ขอเดาว่า ใน กทม. มีคนระดับรากหญ้าอยู่มาก อาจมากกว่าคนหาดใหญ่หลายเท่า หลายคนไม่มีทางเลือกในการใช้พาหนะในการเดินทาง เลยต้องใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนหาดใหญ่ส่วนใหญ่จะปฏิเสธการใส่หมวกกันน็อคที่มอเตอร์ไซด์รับจ้างเตรียมไว้ให้ และเนื่องจากการจราจรในหาดใหญ่ค่อนข้างสะดวก ไม่มีรถติด ขนาดของเมืองเล็ก มีรถรอบเมือง(รถหลังคาสูง)ค่าโดยสารถูกกว่า และรถตุ๊ก ๆ ซึ่งราคาค่าโดยสารพอ ๆ กัน เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง ผมเคยเห็นการรวมตัวของชาวมอเตอร์ไซด์รับจ้างมาสองครั้ง (จริง ๆ แล้วไม่ทราบว่ามีกี่ครั้ง) ทั้งสองครั้ง มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างนับพันคน รวมตัวกันเต็มแน่น สภ.หาดใหญ่ ล้นออกมานอกถนนเพชรเกษม ล้นเข้าไปห้องสมุดประชาชนเทศบาลนครหาดใหญ่และแฟลตตำรวจ ถ้าท่านเป็นผู้กำกับฯสภ.หาดใหญ่ ท่านจะทำอย่างไร ยืนยันการใช้กฎหมาย หรืออนุโลมเพื่อปากท้องของชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพสุจริตและเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจ บางทีการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ อาจไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาล้อมโรงพักก็ได้ บางทีคนเก่า ๆ ที่มาประท้วงอาจหนีหายตายจากเลิกอาชีพนี้ไปแล้วก็ได้ บางทีมอเตอร์ไซด์รับจ้างอาจประชุมกันและยอมรับการบังคับคนซ้อนให้ใส่หมวกด้วยก็ได้ บางทีสิ่งที่ผมกลัว ๆ อยู่อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ บางทีนะ บางที เพราะที่นี่หาดใหญ่ ไม่ใช่กรุงเทพฯ

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554


Sucker Punch อีหนูดุทะลุโลก

คงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าไปดูหนังสักเรื่องเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียด โดยเฉพาะหนังแอคชั่นมันส์ๆ สาดกระสุนใส่กัน กันเป็นเข่ง ๆ ห้อยโหนโจนทะยานบนเครื่องบิน รถไฟ ผู้ชมคงพอใจที่จะดูหนังเรื่องนั้นจนจบโดยไม่คิดอะไร และไม่ได้สงสัยว่าทำไมจึงดูหนังเรื่องนั้น ก็มันเรื่องธรรมดาในการดูหนังที่ผู้ชมไม่ต้องรับภาระในการหาเหตุผลในหนัง หนังส่วนใหญ่บอกผู้ชมแล้วว่าเหตุผลมันคืออะไร ที่มาที่ไปและจุดจบเป็นอย่างไร
เมื่อ Sucker Punch ดำเนินเรื่องไปได้สักครู่ มีผู้ชมสองคนลุกขึ้นเดินออกจากโรง แล้วไม่กลับมาอีกเลย (ผู้ชมทั้งหมดสิบกว่าคน) เป็นไปได้ไหมว่า พวกเขาไม่สามารถทนดู Sucker Punch ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุผลบางประการที่มาจากหนังเอง
เมื่อดูหนังไปได้สักครู่ ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง นั่นคือ เกิดคำถามขึ้นมาว่า เรากำลังดูอะไร แม้ว่าจะเป็นหนังเหมือนกัน แต่ Sucker Punch ต่างจากหนังที่เคยดูมาอย่างสิ้นเชิง ผู้สร้างหนังจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ได้ผลักภาระให้คนดูหาเหตุผลในหนังเอง ราวกับจะบอกว่า ถ้าอยากดูก็ดู ไม่อยากดูก็เดินออกไป ถ้าดูต่อ คุณต้องหาเหตุผลของหนังเอาเอง เราแค่สร้างมาให้คุณดูเท่านั้น การปรับทัศนคติเกี่ยวกับการดูหนังแบบทันทีทันใดไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งถ้าถามว่า Sucker Punch มันเป็นหนังที่แย่ไม่น่าดูขนาดนั้นเลยหรือ เปล่าเลย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่อง ฉากแอ๊คชั่น ภาพ(ภาพคล้ายหนังเรื่อง 300 ดูแล้วให้อารมณ์หวาดหวั่น และอึดอัด) ล้วนแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น
หากแยกโลกสามโลกที่เดินเคียงคู่ขนานกันไปออกจากกัน แล้วกลายเป็นหนังสามเรื่อง Sucker Punch คงเป็นเหมือนหนังทั่วไป ที่ถูกใจหนังแบบ The Matrix คอเกมส์ออนไลน์ คนและที่ชอบดราม่า แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็เป็นอะไรที่สร้างความงุนงงสงสัยอยู่ไม่น้อย
คุณจะเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่า ที่ดู Sucker Punch อย่างสนุกสนาน ดูอย่างงงงง หรือมานั่งถามตัวเองว่า เมื่อเราดูหนัง เราดูอะไร หรือไม่สามารถนั่งดูต่อไปได้ ต้องลุกออกจากโรงหนังไป ไม่มีใครตอบได้

ต้องไปดูด้วยตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554




เรื่องเล่าบางเรื่องเกี่ยวกับภาษาใต้บางคำที่คนทั่วไปยังเข้าใจผิด

เรื่องมีอยู่ว่า เรามักได้ยินว่า คนใต้นั้นพูดเร็ว ฟังแล้วไม่เข้าใจ นั่นก็เป็นธรรมดาที่คนต่างภาคต่างสำเนียงพูดหรือฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เช่น คนภาคกลางอาจฟังคนอิสานพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือคนอิสานฟังคนใต้พูดจับใจความไม่ค่อยได้ คนใต้ฟังคนเหนือก็อาจลำบากต่อการเข้าใจ

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง เล่าว่า มีรถไฟสองขบวน ขับมาสวนทางกัน ณ ที่แห่งหนึ่ง บังเอิญทั้งสองขบวนมีคนใต้นั่งมาด้วย คนใต้กับคนใต้นั่งรถไฟสวนกัน คนหนึ่ง พูดขึ้นว่า “ไน๊” อีกคนตอบรับว่า “ก๊อก” (บางท่านเล่าว่าอีกคนตอบรับว่า “เทพ” )
ความหมายก็คือ คนใต้คนแรกถามว่า “จะไปไหน” อีกคนที่อยู่บนรถไฟอีกคนตอบว่า “ไปบางกอก” หรือไปกรุงเทพนั่นเอง

จากความเข้าใจของผม เรื่องเล่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากชาวใต้ น่าจะเป็นความเข้าใจของคนภาคอื่นมากกว่า โดยผู้ที่เล่าเรื่องนี้เป็นคนแรก อาจคำนวณจากการที่คนใต้มักจะตัดคำนำหน้าคำศัพท์ที่มีสองพยางค์ออก เหลือแค่พยางค์เดียว เช่น คำว่า สบาย เหลือแค่ บาย กระดูก เหลือแค่ ดูก (ออกเสียงว่า โดก) มะพร้าว เหลือแค่ พร้าว (เกี่ยวกับลาดพร้าวมั้ย ไม่รู้สิ) นกกระจอก เหลือแค่ นกจอก แถลง เหลือแค่ แหลง อร่อย เหลือแค่ หรอย เป็นต้น

แต่ไม่ใช่ทุกคำที่ถูกตัดออก มีหลายคำที่ยังคงรูปและเสียงเดิม เช่น พัฒนา เทวดา ประเทศ สุจริต บูรพา อภิสิทธิ์ ผีกระสือ ผีกองกอย ไปรษณีย์ ฯลฯ (สามพยางค์ก็ยังไม่ถูกตัด) คำว่า “บางกอก” และ “กรุงเทพ” ก็เช่นกัน จากประสบการณ์การอยู่ภาคใต้มาตลอดชีวิต ยังไม่เคยเห็นคนใต้คนไหน เรียกกรุงเทพว่า “เทพ” หรือเรียกบางกอกว่า “กอก” แม้แต่คำว่า มะกอก ยังเรียกว่า ลูกกอก (ออกเสียงว่า โลกกอก) เรื่องที่รถไฟสวนกันแล้วคุยกันว่า “ไน้” “ก๊อก” น่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดของคนภาคอื่นมากกว่า

เมื่อพูดถึงความเร็วในการพูด เมื่อเราไม่เข้าใจที่คนต่างชาติต่างภาษาพูด เรามักคิดว่าเขาพูดเร็ว เช่น เรามักคิดว่าคนพูดภาษาอังกฤษพูดเร็ว เพราะเราฟังไม่ทัน แต่ก็พอจับใจความได้บ้าง แต่เมื่อเราฟังคน ฝรั่งเศส เยอรมัน อีตาลี สเปน อินเดียพูด เราจะคิดว่าเขาพูดเร็วกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก เพราะเราฟังและจับใจความไม่ได้เลยนั่นเอง คนใต้ก็เหมือนคนภาคอื่น ที่บางคนพูดเร็ว บางคนพูดช้า จะได้เปรียบบ้างก็แค่มีการตัดคำบางคำหรือลดพยางค์ของคำบางคำออกไปเท่านั้นเอง

เรื่องรถไฟสวนกัน คนใต้คุยกันรู้เรื่องด้วยคำว่า “ไน้” “ก๊อก” ก็คงเป็นเรื่องที่จะเล่ากันต่อไปอีกนาน คนใต้ฟังแล้วเฉย ๆ ไม่มีใครคิดจะโต้เถียงอะไร เพราะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ยังมีสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำในชีวิตอีกตั้งมากมาย แต่ไม่ว่าจะเป็นคนภาคไหน ทุกคนคือคนไทย ขอให้คนไทยรักกัน แค่รักกันยังไม่พอ ต้องเข้าใจกัน แค่เข้าใจกันยังไม่พอ ต้องรู้จักให้อภัยกันด้วย ประเทศไทยเราจึงจะสงบสุขตราบนานเท่านาน